รู้ก่อนปลอดภัยกว่า! จัดการสิทธิ์แอปบนมือถือ ไม่ให้ใครแอบด...

รู้ก่อนปลอดภัยกว่า! จัดการสิทธิ์แอปบนมือถือ ไม่ให้ใครแอบดูข้อมูลส่วนตัวคุณ

webmaster

모바일 기기에서의 앱 권한 관리 - Here are three detailed image generation prompts in English, adhering to your guidelines:

ในยุคดิจิทัลที่แอปพลิเคชันบนมือถือเข้ามามีบทบาทสำคัญในชีวิตประจำวันของเรา การจัดการสิทธิ์การเข้าถึงของแอปฯ เหล่านั้นจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้าม เพราะแอปฯ ต่างๆ มักจะขอสิทธิ์ในการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็น กล้อง ไมโครโฟน ตำแหน่งที่ตั้ง หรือข้อมูลอื่นๆ ที่อยู่ในเครื่องของเรา การที่เราอนุญาตสิทธิ์เหล่านี้โดยไม่ตรวจสอบให้ดี อาจนำมาซึ่งความเสี่ยงต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัยของเราได้ดังนั้น การเรียนรู้วิธีการจัดการสิทธิ์ของแอปฯ บนมือถือจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้เราสามารถควบคุมข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างมีประสิทธิภาพ และป้องกันการเข้าถึงข้อมูลโดยไม่ได้รับอนุญาตจากแอปฯ ที่ไม่น่าไว้วางใจ เพื่อความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวของเราเอง มาร่วมกันใส่ใจและเรียนรู้วิธีการจัดการสิทธิ์ของแอปฯ บนมือถือ เพื่อการใช้งานที่ปลอดภัยและมั่นใจยิ่งขึ้นกันเถอะครับแล้วจะจัดการสิทธิ์เหล่านั้นได้อย่างไร?

모바일 기기에서의 앱 권한 관리 관련 이미지 1

มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง? มีอะไรที่เราต้องรู้และระวังเป็นพิเศษ? ด้านล่างนี้ เราจะมาเจาะลึกถึงวิธีการจัดการสิทธิ์แอปพลิเคชันในมือถือของคุณ เพื่อให้คุณเข้าใจและควบคุมความเป็นส่วนตัวของคุณได้ดียิ่งขึ้น

ทำความเข้าใจ “สิทธิ์” ที่แอปฯ ขอ: จำเป็นแค่ไหนกันนะ?

ในยุคที่เราใช้มือถือเป็นเหมือนอวัยวะที่ 33 แอปพลิเคชันต่างๆ ก็เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันเราไปแล้วใช่มั้ยคะ แต่เคยสังเกตไหมว่าเวลาเราจะติดตั้งแอปฯ ใหม่ๆ เนี่ย มันมักจะโผล่หน้าจอขอ “สิทธิ์” แปลกๆ เต็มไปหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ์เข้าถึงกล้อง เข้าถึงรูปภาพ เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง หรือแม้กระทั่งไมโครโฟน บางทีเราก็รีบๆ กด “อนุญาต” ไปโดยไม่ได้อ่านให้ดีด้วยซ้ำ พอมานั่งคิดดูอีกทีก็เริ่มหวั่นๆ ใจว่า เอ๊ะ!

แอปฯ แต่งรูปจะเข้าถึงไมโครโฟนไปทำไมกันนะ หรือแอปฯ เกมจะมาขอตำแหน่งที่เราอยู่ทำไมกัน? คำถามเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราทุกคนควรให้ความสำคัญค่ะ เพราะมันเกี่ยวข้องกับความเป็นส่วนตัวและข้อมูลสำคัญของเราโดยตรงเลยนะ จริงๆ แล้วสิทธิ์เหล่านี้มีเหตุผลในการขออยู่บ้าง แต่ก็มีหลายครั้งที่เราต้องตั้งคำถามและพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนจะยอมให้แอปฯ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราไปง่ายๆ เพราะบางครั้งมันอาจไม่ใช่แค่เรื่องของความสะดวกสบายอย่างเดียวแล้ว แต่มันคือเรื่องของความปลอดภัยที่เราจะส่งมอบข้อมูลสำคัญไปให้ใครก็ไม่รู้เลยนะ

สิทธิ์พื้นฐานที่แอปฯ ต้องการ

โดยทั่วไปแล้ว แอปพลิเคชันส่วนใหญ่ก็ต้องการสิทธิ์พื้นฐานบางอย่างเพื่อให้ทำงานได้เต็มประสิทธิภาพค่ะ อย่างเช่น แอปฯ กล้องก็ต้องเข้าถึงกล้องและที่เก็บข้อมูลเพื่อบันทึกรูปภาพ หรือแอปฯ แผนที่ก็ต้องเข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งของเราเพื่อบอกทางใช่มั้ยคะ อันนี้เป็นเรื่องปกติที่พอจะเข้าใจได้ และเป็นสิ่งที่เรามักจะยอมให้สิทธิ์ไปโดยไม่ลังเลเลย เพราะมันเป็นหัวใจหลักของการทำงานแอปฯ นั้นๆ เลยทีเดียว แต่บางครั้งแอปฯ ที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันเหล่านั้นเลยกลับมาขอสิทธิ์ เราก็ต้องเอะใจนิดนึงนะ อย่างแอปฯ ไฟฉายที่เคยเป็นประเด็นเมื่อหลายปีก่อน ที่มันขอสิทธิ์เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวเยอะแยะไปหมด ทั้งๆ ที่มันควรจะแค่เปิดไฟฉายได้แค่นั้นเอง ซึ่งนี่แหละคือจุดที่เราต้องระมัดระวังเป็นพิเศษเลยค่ะ จากประสบการณ์ตรงของฉันเอง เวลาเจอแอปฯ แปลกๆ ที่ขอสิทธิ์เกินความจำเป็น ฉันจะเข้าไปดูรีวิวและคอมเมนต์จากผู้ใช้งานคนอื่นก่อนเสมอเลยค่ะ บางทีก็เจอแอปฯ ที่คนบ่นกันเยอะว่าขอสิทธิ์มั่วซั่ว เราก็จะได้หลีกเลี่ยงไม่ดาวน์โหลดมาตั้งแต่แรก ถือเป็นการป้องกันตัวเองไปในตัวเลย

เมื่อสิทธิ์ที่ขอเริ่ม “แปลกๆ” เกินความจำเป็น

นี่แหละคือประเด็นสำคัญที่ฉันอยากจะเน้นเลย! ลองคิดภาพตามนะ เราดาวน์โหลดแอปฯ เครื่องคิดเลขมาเครื่องนึง แต่พอจะใช้งาน แอปฯ กลับขอสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อทั้งหมดในมือถือเรา หรือขอเข้าถึงประวัติการโทรออก-รับสายของเราเนี่ยนะ มันฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยใช่ไหมคะ นี่คือสัญญาณเตือนสีแดงที่เราต้องหยุดคิดทันทีเลยว่า “ทำไมถึงต้องขอสิทธิ์พวกนี้ด้วย?” บางครั้งแอปฯ เหล่านี้อาจจะแฝงมาด้วยเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เช่น เพื่อรวบรวมข้อมูลส่วนตัวของเราไปขายให้กับบริษัทโฆษณา หรือร้ายกว่านั้นคือเป็นมัลแวร์ที่จ้องจะขโมยข้อมูลสำคัญของเรา การที่เรายอมให้สิทธิ์ไปง่ายๆ โดยไม่ได้คิด อาจทำให้เราตกเป็นเหยื่อของการถูกล้วงข้อมูลโดยไม่รู้ตัวเลยนะคะ เคยมีเพื่อนฉันคนนึงเล่าให้ฟังว่าเคยโหลดแอปฯ ดูดวงฟรีมาใช้ พอให้สิทธิ์ไปเยอะๆ ไม่นานก็มีเบอร์แปลกๆ โทรเข้ามาเสนอขายของเต็มไปหมด ไม่รู้ว่าบังเอิญหรือเปล่า แต่ก็น่าคิดใช่มั้ยล่ะคะ เพราะฉะนั้นเราต้องระมัดระวังให้มากเป็นพิเศษจริงๆ กับสิทธิ์ที่มันดูเกินความจำเป็นของแอปฯ นั้นๆ นะ

รู้ทันการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัว: ทำไมแอปฯ ถึงอยากได้ข้อมูลเรานัก?

เคยสงสัยไหมว่าทำไมแอปฯ ต่างๆ ถึงได้กระหายข้อมูลส่วนตัวของเราเหลือเกิน? ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพ ตำแหน่งที่ตั้ง รายชื่อผู้ติดต่อ หรือแม้กระทั่งข้อความแชทของเรา หลายคนอาจจะคิดว่า “ก็แค่ข้อมูลเอง ไม่เห็นจะเป็นอะไรนี่” แต่จริงๆ แล้วข้อมูลเหล่านี้มีมูลค่ามหาศาลเลยนะคะ สำหรับบริษัทพัฒนาแอปพลิเคชันหรือแม้แต่บุคคลที่สามที่เกี่ยวข้องกับแอปฯ นั้นๆ การเข้าถึงข้อมูลของเราเปรียบเสมือนขุมทรัพย์เลยก็ว่าได้ พวกเขาใช้ข้อมูลเหล่านี้เพื่อวัตถุประสงค์ที่หลากหลาย ตั้งแต่การปรับปรุงบริการให้ตรงใจผู้ใช้งานมากขึ้น ไปจนถึงการสร้างรายได้จากการโฆษณาแบบเจาะจงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งนั่นแหละค่ะคือเหตุผลว่าทำไมเราถึงเห็นโฆษณาที่ตรงกับสิ่งที่เราเพิ่งค้นหา หรือพูดถึงกับเพื่อนไปหยกๆ เพราะข้อมูลของเรามันถูกนำไปวิเคราะห์และประมวลผลอยู่ตลอดเวลา จนบางทีฉันก็รู้สึกเหมือนโดนจับตามองอยู่ตลอดเวลาเลยก็ว่าได้ นี่แหละคือผลพวงของการที่เราไม่รู้เท่าทันการเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเรานั่นเอง

Advertisement

แอปฯ ใช้ข้อมูลเราทำอะไรบ้าง?

ข้อมูลส่วนตัวของเราถูกนำไปใช้ในหลายๆ ด้านค่ะ อย่างแรกเลยคือ “การปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน” หรือ User Experience (UX) ยกตัวอย่างเช่น แอปฯ แผนที่ที่เข้าถึงตำแหน่งของเรา เพื่อนำเสนอร้านอาหารใกล้เคียง หรือแจ้งสภาพการจราจรแบบเรียลไทม์ หรือแอปฯ โซเชียลมีเดียที่เข้าถึงรูปภาพเพื่อช่วยให้เราอัปโหลดและแชร์รูปได้ง่ายขึ้น พวกนี้ดูเป็นประโยชน์และเพิ่มความสะดวกสบายให้เราจริงๆ ค่ะ แต่อีกด้านหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันและเป็นประเด็นที่คนกังวลเยอะมากๆ ก็คือ “การสร้างรายได้จากการโฆษณา” แอปฯ หลายตัวโดยเฉพาะแอปฯ ฟรี มักจะอาศัยรายได้จากโฆษณา ซึ่งการที่แอปฯ เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราได้ ก็จะทำให้พวกเขาสามารถแสดงโฆษณาที่ตรงกับความสนใจของเราได้มากขึ้น เช่น ถ้าเราชอบค้นหาข้อมูลเรื่องท่องเที่ยวภูเขา แอปฯ ก็จะแสดงโฆษณาที่พักหรืออุปกรณ์เดินป่าให้เราเห็นบ่อยๆ นั่นแหละค่ะ การทำแบบนี้จะทำให้โฆษณามีประสิทธิภาพมากขึ้น และสร้างรายได้ให้แอปฯ ได้มากขึ้นด้วย แต่ในฐานะผู้ใช้งานอย่างเรา ก็ต้องเข้าใจและยอมรับความจริงข้อนี้ด้วยว่า “ไม่มีอะไรฟรีในโลก” ค่ะ ข้อมูลของเรานี่แหละคือสิ่งที่เราจ่ายเป็นค่าบริการให้กับแอปฯ ฟรีเหล่านั้น

ความเสี่ยงที่เราอาจมองข้าม

นอกเหนือจากการใช้ข้อมูลเพื่อปรับปรุงบริการหรือโฆษณาแล้ว ยังมีความเสี่ยงอื่นๆ ที่เราอาจมองข้ามไปอีกด้วยค่ะ ลองนึกภาพว่าถ้าข้อมูลส่วนตัวของเรา ไม่ว่าจะเป็นรูปภาพส่วนตัว ประวัติการแชท หรือแม้กระทั่งข้อมูลทางการเงิน ถูกแฮกไปโดยผู้ไม่หวังดี หรือรั่วไหลออกสู่สาธารณะ มันจะสร้างความเสียหายให้กับเราได้มากแค่ไหนกันคะ บางครั้งข้อมูลที่เราคิดว่าไม่สำคัญ อาจจะถูกนำไปใช้ในการฟิชชิ่ง (Phishing) หรือหลอกลวงให้เราเปิดเผยข้อมูลที่ละเอียดอ่อนมากขึ้นไปอีก หรืออาจจะถูกนำไปใช้ในการแบล็กเมล์ หรือการฉ้อโกงต่างๆ ก็เป็นได้ ไม่ใช่แค่เรื่องเงินทองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงชื่อเสียงและความเป็นส่วนตัวของเราด้วยค่ะ ฉันเคยอ่านข่าวเกี่ยวกับแอปฯ ไฟฉายปลอมที่ขอสิทธิ์เกินความจำเป็น แล้วเอาข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้ไปขายต่อ หรือบางทีก็เป็นช่องทางให้มัลแวร์เข้ามาในเครื่องเลย ซึ่งเรื่องแบบนี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยนะคะ ดังนั้น การที่เราเข้าใจว่าแอปฯ ขอข้อมูลอะไรไป และจะนำไปใช้อย่างไร เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่เราทุกคนต้องใส่ใจและให้ความสำคัญค่ะ

วิธีตั้งค่าสิทธิ์ง่ายๆ บนมือถือคุณ: ทีละขั้นตอน ไม่ยุ่งยาก!

มาถึงหัวข้อสำคัญที่ทุกคนรอคอยแล้วค่ะ! หลายคนอาจจะคิดว่าการจัดการสิทธิ์แอปฯ บนมือถือนี่มันยุ่งยากซับซ้อน จะต้องเป็นคนเก่งเทคโนโลยีเท่านั้นถึงจะทำได้ แต่จริงๆ แล้วมันง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยค่ะ ไม่ว่าคุณจะใช้มือถือระบบปฏิบัติการ Android หรือ iOS ก็มีวิธีจัดการสิทธิ์ที่ไม่ต่างกันมากนัก และฉันเองก็อยากจะแนะนำให้ทุกคนลองเข้าไปตรวจสอบและปรับการตั้งค่าเหล่านี้เป็นประจำเลยนะคะ เพราะบางทีแอปฯ ที่เราเคยให้สิทธิ์ไปนานแล้ว เราอาจจะไม่ได้ใช้ฟังก์ชันนั้นๆ อีกต่อไปแล้วก็ได้ การที่เราเข้าไปปิดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น จะช่วยลดความเสี่ยงและเพิ่มความปลอดภัยให้กับข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างมากเลยทีเดียวค่ะ ไม่ต้องกลัวว่าจะทำผิด เพราะทุกอย่างสามารถปรับเปลี่ยนกลับมาได้เสมอ ขอแค่ลองทำตามขั้นตอนง่ายๆ ที่ฉันจะแนะนำต่อไปนี้ รับรองว่าไม่เกินความสามารถของคุณแน่นอนค่ะ

สำหรับผู้ใช้ Android

ถ้าคุณใช้มือถือ Android ไม่ว่าจะยี่ห้อไหน ขั้นตอนการจัดการสิทธิ์ก็คล้ายๆ กันเลยค่ะ เริ่มต้นง่ายๆ ที่ “การตั้งค่า” (Settings) ของมือถือคุณ จากนั้นให้มองหาหัวข้อที่เกี่ยวกับ “แอป” (Apps) หรือ “แอปพลิเคชัน” (Applications) แล้วเลือก “การจัดการแอป” (App management) หรือ “สิทธิ์ของแอป” (App permissions) พอเข้ามาแล้ว คุณจะเห็นรายชื่อแอปฯ ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในเครื่อง หรือบางรุ่นอาจจะแยกตามประเภทสิทธิ์เลยก็ได้ค่ะ คุณสามารถเลือกดูทีละแอปฯ ว่าแอปฯ นั้นๆ ขอสิทธิ์อะไรไปบ้าง แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะ “อนุญาต” (Allow) หรือ “ปฏิเสธ” (Deny) สิทธิ์นั้นๆ หรือบางทีก็มีตัวเลือก “ถามทุกครั้ง” (Ask every time) ซึ่งดีมากๆ เลยนะคะ ทำให้เราควบคุมได้ทุกครั้งที่แอปฯ จะเข้าถึงข้อมูล นอกจากนี้ บางทีเราก็สามารถเข้าไปที่ “ความเป็นส่วนตัว” (Privacy) หรือ “ตัวจัดการสิทธิ์” (Permission manager) โดยตรงเลยก็ได้ค่ะ อันนี้จะสะดวกตรงที่เราสามารถดูได้ว่าสิทธิ์ “กล้อง” ถูกแอปฯ ไหนใช้ไปบ้าง หรือสิทธิ์ “ตำแหน่งที่ตั้ง” มีแอปฯ ไหนบ้างที่เข้าถึงอยู่ แล้วเราก็ค่อยเลือกปิดสิทธิ์จากตรงนั้นได้เลย ตามความรู้สึกของฉันเอง วิธีนี้สะดวกและเห็นภาพรวมได้ชัดเจนมากๆ ค่ะ

สำหรับผู้ใช้ iOS (iPhone/iPad)

สำหรับสาวก Apple อย่าง iPhone หรือ iPad ก็จัดการสิทธิ์ได้ง่ายไม่แพ้กันค่ะ เริ่มต้นที่ “การตั้งค่า” (Settings) เช่นเดียวกัน จากนั้นเลื่อนลงมา คุณจะเจอรายชื่อแอปพลิเคชันทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในเครื่องของคุณเลยค่ะ คุณสามารถเลือกแอปฯ ที่ต้องการจัดการสิทธิ์ได้เลย พอจิ้มเข้าไปที่ชื่อแอปฯ ก็จะเห็นรายการสิทธิ์ต่างๆ ที่แอปฯ นั้นๆ ขอไว้ เช่น “รูปภาพ” (Photos), “ไมโครโฟน” (Microphone), “ตำแหน่งที่ตั้ง” (Location) คุณสามารถแตะเพื่อ “เปิด” หรือ “ปิด” สิทธิ์นั้นๆ ได้เลยตามต้องการ นอกจากนี้ ยังมีอีกวิธีที่สะดวกมากๆ คือการเข้าไปที่หัวข้อ “ความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย” (Privacy & Security) โดยตรงค่ะ ในส่วนนี้จะมีการแยกประเภทของสิทธิ์ไว้อย่างชัดเจน เช่น “บริการหาตำแหน่งที่ตั้ง” (Location Services), “รายชื่อ” (Contacts), “รูปภาพ” (Photos) พอเราจิ้มเข้าไปดู ก็จะเห็นว่ามีแอปฯ ไหนบ้างที่เข้าถึงสิทธิ์นั้นๆ อยู่ แล้วเราก็สามารถเลือกเปิดหรือปิดการเข้าถึงได้ทันทีจากตรงนั้นเลยค่ะ สะดวกสุดๆ ไปเลยใช่ไหมคะ ฉันเองจะเช็กตรงนี้บ่อยๆ โดยเฉพาะสิทธิ์เกี่ยวกับรูปภาพ เพราะบางทีแอปฯ บางตัวมันก็ขอเข้าถึงรูปภาพเราไปหมด ทั้งๆ ที่ไม่ได้จำเป็นเลยสักนิดน่ะค่ะ

ประเภทสิทธิ์ แอปฯ ที่มักจะขอ ความเสี่ยงหากอนุญาตโดยไม่ระวัง คำแนะนำ
ตำแหน่งที่ตั้ง (Location) แอปฯ แผนที่, สภาพอากาศ, ส่งอาหาร, โซเชียลมีเดีย ถูกติดตามตำแหน่ง, ข้อมูลการเดินทางถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต ให้สิทธิ์เฉพาะขณะใช้งานแอปฯ หรือเมื่อจำเป็นเท่านั้น
กล้อง (Camera) แอปฯ ถ่ายรูป, แต่งรูป, วิดีโอคอล, สแกน QR Code ถูกแอบถ่าย, เข้าถึงภาพส่วนตัวโดยไม่รู้ตัว ให้สิทธิ์เมื่อจะใช้กล้องจริงๆ เท่านั้น
ไมโครโฟน (Microphone) แอปฯ บันทึกเสียง, วิดีโอคอล, สั่งการด้วยเสียง ถูกแอบดักฟังบทสนทนา ให้สิทธิ์เมื่อจะใช้งานเท่านั้น และระวังแอปฯ ที่ไม่เกี่ยวข้อง
ที่เก็บข้อมูล (Storage) แอปฯ จัดการไฟล์, แต่งรูป, ดาวน์โหลด, เกม เข้าถึงไฟล์ส่วนตัว, รูปภาพ, เอกสารต่างๆ ตรวจสอบว่าแอปฯ มีความจำเป็นต้องเข้าถึงไฟล์ทั้งหมดหรือไม่
รายชื่อผู้ติดต่อ (Contacts) แอปฯ โซเชียลมีเดีย, การสื่อสาร, เกมบางเกม ข้อมูลรายชื่อถูกนำไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต, อาจถูกสแปม ระวังแอปฯ ที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารโดยตรง

ส่องสิทธิ์แปลกๆ ที่เราควรรู้: แอปฯ ไหนขออะไรผิดปกติบ้าง?

ในบรรดาสิทธิ์มากมายที่แอปฯ ต่างๆ ขอจากเราเนี่ย มีบางสิทธิ์ที่เรียกได้ว่า “แปลกประหลาด” หรือ “เกินความจำเป็น” สำหรับแอปฯ บางประเภทมากๆ เลยค่ะ และนี่แหละคือจุดที่เราต้องฉุกคิดและตั้งคำถามให้หนักเข้าไว้ เพราะสิทธิ์เหล่านี้อาจเป็นประตูสู่การล้วงข้อมูล หรือนำไปสู่ปัญหาด้านความเป็นส่วนตัวอื่นๆ ได้ง่ายๆ เลยนะ บางครั้งแอปฯ ที่ดูเหมือนจะไม่มีพิษมีภัย อย่างเช่นแอปฯ ไฟฉายธรรมดาๆ หรือแอปฯ เกมง่ายๆ ก็อาจจะซ่อนสิทธิ์ที่เกินความจำเป็นเอาไว้ก็ได้ เคยไหมคะที่โหลดแอปฯ ไฟฉายมา แต่ดันขอสิทธิ์เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อหรือประวัติการโทรออก-รับสายของเราเนี่ยนะ มันฟังดูไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลยใช่ไหมคะ นี่แหละคือสิ่งที่ฉันอยากให้ทุกคนสังเกตและให้ความสำคัญค่ะ เพราะถ้าเราปล่อยผ่านไปง่ายๆ อาจจะกลายเป็นช่องโหว่ให้ข้อมูลส่วนตัวของเราหลุดไปอยู่ในมือผู้ไม่หวังดีได้นั่นเอง

สิทธิ์ที่ควรระวังเป็นพิเศษ

สิทธิ์บางอย่างที่เราควรให้ความสนใจเป็นพิเศษและพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนที่จะอนุญาต ได้แก่ สิทธิ์ในการเข้าถึง “รายชื่อผู้ติดต่อ” (Contacts), “SMS” หรือ “ข้อความ” (Messages), “ประวัติการโทร” (Call History), “ไมโครโฟน” (Microphone) และ “ปฏิทิน” (Calendar) ค่ะ ลองคิดดูสิคะว่าแอปฯ เกมที่เราโหลดมาเล่นเพื่อคลายเครียด จะต้องการรายชื่อเพื่อนของเราไปทำอะไร?

หรือแอปฯ ที่ใช้แต่งรูปสวยๆ จะต้องอ่านข้อความ SMS ของเราด้วยหรือเปล่า? คำตอบส่วนใหญ่คือ “ไม่จำเป็น” เลยค่ะ การที่แอปฯ เหล่านี้ขอสิทธิ์เกินความจำเป็น อาจหมายความว่าพวกเขามีเจตนาแอบแฝง เช่น ต้องการรวบรวมข้อมูลของเราไปสร้างโปรไฟล์ผู้ใช้งานเพื่อขายโฆษณา หรือร้ายแรงกว่านั้นคืออาจเป็นแอปฯ ที่มีมัลแวร์แฝงมา เพื่อขโมยข้อมูลสำคัญของเราไปใช้ในทางที่ผิด ซึ่งถ้าข้อมูลเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือคนที่ไม่หวังดีแล้วล่ะก็ ผลกระทบที่ตามมาอาจจะรุนแรงเกินคาดเลยนะคะ ฉันเองเคยเกือบพลาดท่าไปหลายครั้งแล้วเหมือนกันค่ะ โชคดีที่ได้เพื่อนๆ และข้อมูลจากอินเทอร์เน็ตที่ช่วยให้เราได้รู้ทันกลโกงพวกนี้

สัญญาณเตือนภัยเมื่อแอปฯ ขอสิทธิ์ที่น่าสงสัย

แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าสิทธิ์ไหนคือ “สิทธิ์ที่น่าสงสัย”? มีสัญญาณเตือนภัยอยู่หลายอย่างเลยค่ะ อย่างแรกเลยคือ “สิทธิ์ที่ไม่มีความเกี่ยวข้องกับฟังก์ชันหลักของแอปฯ” อย่างที่ฉันยกตัวอย่างไปข้างต้น แอปฯ แต่งรูปไม่ควรเข้าถึงไมโครโฟน หรือแอปฯ ไฟฉายไม่ควรเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ สัญญาณที่สองคือ “แอปฯ ที่เป็นของนักพัฒนาที่ไม่รู้จัก หรือไม่มีข้อมูลน่าเชื่อถือ” ถ้าแอปฯ นั้นมาจากบริษัทที่ไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน หรือไม่มีรีวิวที่ดีจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ ก็ควรระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ สัญญาณที่สามคือ “แอปฯ ที่มีขนาดไฟล์เล็กผิดปกติ แต่ขอสิทธิ์เยอะแยะ” บางทีมันอาจจะเป็นแอปฯ ปลอมที่สร้างขึ้นมาเพื่อขโมยข้อมูลโดยเฉพาะเลยก็ได้นะคะ และสุดท้ายคือ “ข้อความขอสิทธิ์ที่ใช้ภาษาแปลกๆ หรือสะกดผิด” อันนี้ชัดเจนเลยว่าต้องระวัง เพราะมักจะเป็นแอปฯ ปลอมหรือแอปฯ ที่มีเจตนาไม่ดี การที่เราหมั่นสังเกตสัญญาณเตือนเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเราได้ทันท่วงที ก่อนที่จะสายเกินไปค่ะ อย่าลืมนะว่าการป้องกันไว้ก่อนดีกว่าการมาแก้ไขปัญหาทีหลังเสมอ

Advertisement

เมื่อไหร่ควรปฏิเสธสิทธิ์แอปฯ: ปกป้องตัวเองจากภัยคุกคาม

การปฏิเสธสิทธิ์แอปฯ ไม่ใช่เรื่องใจร้ายหรือจะทำให้แอปฯ เสียหายนะคะ แต่เป็นวิธีการป้องกันตัวที่ดีที่สุดอย่างหนึ่งในโลกดิจิทัลที่เราอยู่กันทุกวันนี้เลย ยิ่งในยุคที่ข้อมูลส่วนตัวมีค่าเหมือนทองคำ การที่เรามอบข้อมูลเหล่านี้ให้ใครไปโดยไม่ไตร่ตรอง ก็เหมือนกับการเปิดประตูบ้านทิ้งไว้ให้คนแปลกหน้าเข้ามาเดินสำรวจได้ตามใจชอบนั่นแหละค่ะ และแน่นอนว่าเราคงไม่อยากให้ใครก็ไม่รู้เข้าถึงของมีค่าในบ้านเราได้ง่ายๆ จริงไหมคะ เช่นเดียวกันกับการจัดการสิทธิ์แอปฯ เลยค่ะ ถ้าแอปฯ ไหนที่ขอสิทธิ์เกินความจำเป็น หรือดูแล้วไม่น่าไว้วางใจ การปฏิเสธสิทธิ์เหล่านั้นไปตั้งแต่แรกเริ่มเลย ถือเป็นการตัดสินใจที่ชาญฉลาดที่สุดเลยค่ะ บางคนอาจจะกังวลว่าถ้าปฏิเสธสิทธิ์แล้วแอปฯ จะใช้งานไม่ได้ หรือทำงานได้ไม่เต็มที่ แต่จากประสบการณ์ของฉันเอง ส่วนใหญ่แล้วถ้าเป็นสิทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันหลักของแอปฯ การปฏิเสธสิทธิ์นั้นๆ ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบกับการใช้งานแอปฯ มากมายนักหรอกค่ะ

หลักการง่ายๆ ในการตัดสินใจปฏิเสธสิทธิ์

ฉันมีหลักการง่ายๆ ในการตัดสินใจว่าควรปฏิเสธสิทธิ์ไหนบ้างค่ะ อันดับแรกเลยคือ “ถามตัวเองว่าสิทธิ์นี้จำเป็นกับฟังก์ชันหลักของแอปฯ หรือไม่?” ถ้าแอปฯ กล้องขอเข้าถึงกล้อง อันนี้ก็แน่นอนว่าจำเป็นต้องให้ แต่ถ้าแอปฯ พยากรณ์อากาศขอเข้าถึงไมโครโฟน อันนี้ก็ไม่จำเป็นเลยใช่ไหมคะ อันดับที่สองคือ “ตรวจสอบชื่อเสียงของแอปฯ และผู้พัฒนา” ถ้าเป็นแอปฯ จากบริษัทใหญ่ๆ ที่มีชื่อเสียง หรือมีรีวิวที่ดีจากผู้ใช้งานเยอะๆ ก็อาจจะพอไว้วางใจได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเป็นแอปฯ ที่ไม่เคยได้ยินชื่อ หรือมาจากนักพัฒนาที่ไม่รู้จัก ก็ควรจะระมัดระวังเป็นพิเศษค่ะ อันดับที่สามคือ “ประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ” ลองคิดดูว่าถ้าแอปฯ นี้เข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราได้ จะเกิดอะไรขึ้นได้บ้าง?

ถ้าข้อมูลเหล่านี้รั่วไหลออกไป เราจะเสียหายมากน้อยแค่ไหน? การประเมินความเสี่ยงนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างรอบคอบมากขึ้นค่ะ และสุดท้าย “อย่ากลัวที่จะปฏิเสธ” ถ้าเราไม่สบายใจกับการให้สิทธิ์ใดๆ ก็ตาม ก็แค่ปฏิเสธไปเลยค่ะ ไม่มีใครมาบังคับเราได้ และเรามีสิทธิ์ที่จะปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเราอย่างเต็มที่

ผลลัพธ์ของการปฏิเสธสิทธิ์ที่ไม่จำเป็น

การปฏิเสธสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นมีผลดีหลายอย่างเลยนะคะ อย่างแรกคือ “เพิ่มความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว” ของข้อมูลเราโดยตรงเลยค่ะ เมื่อแอปฯ ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลเหล่านั้นได้ ก็ไม่มีทางที่ข้อมูลจะรั่วไหลหรือถูกนำไปใช้ในทางที่ผิดได้เลย อันดับที่สองคือ “ลดโอกาสในการถูกโฆษณาแบบเจาะจงที่น่ารำคาญ” เมื่อแอปฯ ไม่รู้ข้อมูลส่วนตัวของเรา พวกเขาก็จะไม่สามารถสร้างโปรไฟล์ของเราเพื่อยิงโฆษณาที่ตรงเป้าหมายได้ ทำให้เราเห็นโฆษณาที่เกี่ยวข้องกับเราน้อยลง อันดับที่สามคือ “ประหยัดแบตเตอรี่และทรัพยากรของเครื่อง” แอปฯ บางตัวที่เข้าถึงสิทธิ์ต่างๆ ตลอดเวลา เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง ก็จะใช้พลังงานแบตเตอรี่เยอะมากๆ การปิดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นจะช่วยยืดอายุแบตเตอรี่ของเราได้ด้วยนะคะ และสุดท้ายคือ “ทำให้เราสบายใจมากขึ้น” การรู้ว่าข้อมูลส่วนตัวของเราได้รับการปกป้องอย่างดี จะช่วยให้เราใช้งานมือถือได้อย่างไร้กังวลและมั่นใจในทุกๆ การคลิกและแตะหน้าจอค่ะ ฉันเองรู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยหลังจากที่เริ่มจัดการสิทธิ์แอปฯ อย่างจริงจัง เพราะรู้ว่าตัวเองควบคุมข้อมูลส่วนตัวได้เต็มที่ ไม่ต้องมานั่งกลัวว่าใครจะมาแอบดูหรือเอาข้อมูลเราไปทำอะไรที่ไม่ดี

การปรับสิทธิ์ใหม่: เปลี่ยนใจทีหลังก็ยังได้!

หลายคนอาจจะเคยมีประสบการณ์แบบนี้ค่ะ คือตอนแรกเราก็อนุญาตสิทธิ์ไปแล้ว เพราะรีบๆ หรือคิดว่าไม่เป็นไรหรอก แต่พอใช้ไปสักพัก หรือได้อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความเสี่ยงต่างๆ ก็เริ่มรู้สึกไม่สบายใจ อยากจะกลับไปแก้ไขสิทธิ์เหล่านั้น แต่ก็ไม่รู้ว่าทำได้หรือเปล่า หรือจะทำอย่างไรดี ขอบอกเลยค่ะว่าไม่ต้องกังวลไป!

ไม่ว่าคุณจะเผลออนุญาตสิทธิ์อะไรไปแล้ว ก็สามารถกลับไปปรับเปลี่ยนการตั้งค่าได้ตลอดเวลาเลยนะคะ นี่แหละคือข้อดีของการที่เรามีสิทธิ์ในการควบคุมมือถือของเราเอง การปรับสิทธิ์ใหม่ไม่ใช่เรื่องยากเลยค่ะ และมันคือโอกาสที่เราจะได้ทบทวนและตรวจสอบความปลอดภัยของข้อมูลส่วนตัวของเราอีกครั้ง ซึ่งฉันเองก็ทำแบบนี้อยู่เป็นประจำเลยนะ บางทีแอปฯ บางตัวที่เราเคยให้สิทธิ์ไปนานแล้ว เราอาจจะไม่ได้ใช้งานมันอย่างเต็มที่ หรือบางฟังก์ชันที่เราเคยใช้ก็ไม่ได้ใช้แล้ว การเข้าไปปิดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นเหล่านี้ ถือเป็นการทำความสะอาดข้อมูลส่วนตัวของเรา และลดช่องโหว่ทางความปลอดภัยไปในตัวเลยค่ะ

ขั้นตอนง่ายๆ ในการแก้ไขสิทธิ์ที่เคยอนุญาตไปแล้ว

การแก้ไขสิทธิ์ที่เคยอนุญาตไปแล้วนั้นง่ายมากๆ ค่ะ ไม่ต่างอะไรกับการตั้งค่าสิทธิ์ตั้งแต่แรกเลย เพียงแค่เราเข้าไปที่ “การตั้งค่า” (Settings) ของมือถืออีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Android หรือ iOS ก็ตาม จากนั้นก็เข้าไปที่หัวข้อ “แอป” (Apps) หรือ “แอปพลิเคชัน” (Applications) แล้วเลือกแอปฯ ที่เราต้องการจะแก้ไขสิทธิ์ พอจิ้มเข้าไปที่ชื่อแอปฯ แล้ว เราก็จะเห็นรายการสิทธิ์ทั้งหมดที่แอปฯ นั้นๆ เคยขอ และสถานะว่าเราได้ “อนุญาต” หรือ “ปฏิเสธ” สิทธิ์ไหนไปบ้าง เราก็แค่เลือกสิทธิ์ที่เราต้องการจะแก้ไข แล้วเปลี่ยนสถานะเป็น “ปฏิเสธ” (Deny) หรือ “ถามทุกครั้ง” (Ask every time) ตามที่เราต้องการได้เลยค่ะ ง่ายๆ แค่นี้เอง หรือถ้าใครต้องการจะดูภาพรวมว่าสิทธิ์ “กล้อง” มีแอปฯ ไหนบ้างที่เข้าถึงอยู่ ก็สามารถเข้าไปที่ “ความเป็นส่วนตัว” (Privacy) หรือ “ตัวจัดการสิทธิ์” (Permission manager) แล้วเลือกประเภทสิทธิ์ที่เราสนใจ แล้วค่อยไปปิดการเข้าถึงของแอปฯ ที่ไม่จำเป็นจากตรงนั้นได้เลยค่ะ ฉันชอบวิธีนี้มากๆ เพราะมันทำให้เราเห็นภาพรวมและจัดการได้รวดเร็วขึ้นเยอะเลย

เมื่อไหร่ควรกลับไปตรวจสอบสิทธิ์แอปฯ

แล้วเราควรจะกลับไปตรวจสอบสิทธิ์แอปฯ บ่อยแค่ไหนดี? จากประสบการณ์ของฉันเอง ฉันแนะนำให้ทำอย่างน้อย “เดือนละครั้ง” ค่ะ หรือทุกครั้งที่มีการ “ติดตั้งแอปฯ ใหม่” เข้ามาในเครื่อง หรือ “มีการอัปเดตเวอร์ชันของแอปฯ ครั้งใหญ่” เพราะบางครั้งการอัปเดตเวอร์ชันใหม่ๆ แอปฯ อาจจะมีการขอสิทธิ์เพิ่มเติมโดยที่เราไม่ทันสังเกตก็ได้ค่ะ นอกจากนี้ ถ้าเรา “ไม่ได้ใช้งานแอปฯ นั้นๆ มาระยะหนึ่งแล้ว” ก็ควรจะเข้าไปตรวจสอบและปิดสิทธิ์ที่ไม่จำเป็นออกไปเลยค่ะ เช่น ถ้าเราเคยดาวน์โหลดแอปฯ สำหรับท่องเที่ยวมาใช้ตอนไปเที่ยว แต่ตอนนี้กลับมาแล้วและยังไม่มีแพลนจะไปไหนอีก ก็ควรจะพิจารณาปิดสิทธิ์ตำแหน่งที่ตั้ง หรือสิทธิ์อื่นๆ ที่ไม่จำเป็นออกไป เพื่อลดความเสี่ยงที่แอปฯ นั้นจะเข้าถึงข้อมูลของเราโดยไม่จำเป็น การที่เราหมั่นตรวจสอบและปรับปรุงการตั้งค่าสิทธิ์อยู่เสมอ จะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าข้อมูลส่วนตัวของเราจะได้รับการปกป้องอย่างดีที่สุด และเราก็จะใช้งานมือถือได้อย่างสบายใจหายห่วงค่ะ อย่าลืมนะคะว่าความปลอดภัยในโลกดิจิทัลเริ่มต้นที่เรานี่แหละค่ะ

Advertisement

เช็กความปลอดภัยของแอปฯ ก่อนติดตั้ง: ไม่ต้องมานั่งแก้ทีหลัง!

การป้องกันไว้ก่อนดีกว่าการมาแก้ไขทีหลังเสมอค่ะ! โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการติดตั้งแอปพลิเคชันลงในมือถือของเราเนี่ยนะ แทนที่จะปล่อยให้แอปฯ มาขอสิทธิ์ต่างๆ หลังจากที่เราติดตั้งไปแล้ว แล้วค่อยมานั่งปวดหัวว่าจะอนุญาตดีไหม จะปิดดีหรือเปล่า ทำไมเราไม่ลองเช็กความปลอดภัยของแอปฯ นั้นๆ ดูก่อนตั้งแต่แรกเลยล่ะคะ การทำแบบนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้อย่างมั่นใจมากขึ้น และลดโอกาสที่เราจะต้องมานั่งไล่แก้สิทธิ์ หรือลบแอปฯ ทิ้งในภายหลังด้วยนะ ฉันเองก็ใช้วิธีนี้อยู่เป็นประจำเลยค่ะ ก่อนที่จะกดปุ่ม “ติดตั้ง” แอปฯ ไหนก็ตาม ฉันจะใช้เวลาสักนิดเพื่อสำรวจข้อมูลต่างๆ เกี่ยวกับแอปฯ นั้นๆ เพื่อให้แน่ใจว่ามันเป็นแอปฯ ที่น่าเชื่อถือและปลอดภัยจริงๆ เพราะถ้าเราเลือกแอปฯ ที่ดีตั้งแต่แรก ก็จะช่วยประหยัดเวลาและลดความกังวลเรื่องความเป็นส่วนตัวของเราไปได้เยอะเลยค่ะ

สำรวจข้อมูลแอปฯ ก่อนตัดสินใจดาวน์โหลด

มีหลายสิ่งที่เราสามารถสำรวจได้ก่อนที่จะกดดาวน์โหลดแอปฯ ค่ะ อย่างแรกเลยคือ “อ่านรีวิวและความคิดเห็นจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ” ใน App Store หรือ Google Play Store นี่แหละค่ะ ข้อมูลจากผู้ใช้จริงนี่แหละคือแหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดเลย เพราะพวกเขาจะบอกเล่าประสบการณ์ตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความปลอดภัย การทำงานของแอปฯ หรือแม้กระทั่งว่าแอปฯ นั้นๆ ขอสิทธิ์เกินความจำเป็นหรือไม่ ถ้าเจอแอปฯ ที่มีคนบ่นเรื่องสิทธิ์เยอะๆ หรือรีวิวไม่ดี ก็ควรจะหลีกเลี่ยงไปเลยค่ะ อันดับที่สองคือ “ตรวจสอบชื่อผู้พัฒนาแอปฯ” ว่าเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียง หรือเป็นนักพัฒนาที่น่าเชื่อถือหรือไม่ ถ้าเป็นบริษัทใหญ่ๆ ที่เราคุ้นเคย ก็มักจะมีความน่าเชื่อถือสูงกว่า อันดับที่สามคือ “ดูรายละเอียดสิทธิ์ที่แอปฯ ขอ” ก่อนที่จะติดตั้ง แอปฯ จะแสดงรายการสิทธิ์ที่ต้องการให้เราดูอยู่แล้วค่ะ ถ้าเจอสิทธิ์ที่ดูแปลกๆ หรือไม่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันหลักของแอปฯ ก็ควรจะตั้งข้อสังเกตไว้ก่อนเลย และสุดท้ายคือ “ค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมบนอินเทอร์เน็ต” ถ้ายังไม่มั่นใจ ลองเอาชื่อแอปฯ ไปค้นหาบน Google ดูค่ะ บางทีอาจจะเจอข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับความปลอดภัยของแอปฯ นั้นๆ ก็ได้

เลือกดาวน์โหลดจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น

ข้อนี้สำคัญมากๆ เลยค่ะ! เราควรจะ “ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากแหล่งที่น่าเชื่อถือเท่านั้น” เช่น Google Play Store สำหรับ Android หรือ Apple App Store สำหรับ iOS การดาวน์โหลดแอปฯ จากเว็บไซต์ที่ไม่เป็นทางการ หรือแหล่งที่ไม่รู้จัก อาจทำให้เราได้รับแอปฯ ที่เป็นของปลอม หรือแอปฯ ที่มีมัลแวร์แฝงมาด้วย ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อมือถือและข้อมูลส่วนตัวของเราได้อย่างร้ายแรงเลยนะคะ เคยมีเพื่อนฉันคนหนึ่งพลาดท่าไปดาวน์โหลดแอปฯ จากลิงก์ที่ส่งมาในข้อความ SMS พอติดตั้งไปแล้วไม่นาน มือถือก็เริ่มรวน มีโฆษณาเด้งขึ้นมาตลอดเวลา แถมข้อมูลบางอย่างก็ดูเหมือนจะหายไปอีกด้วย ซึ่งสุดท้ายก็ต้องล้างเครื่องใหม่ทั้งหมดเลยค่ะ เพราะฉะนั้น จำไว้นะคะว่าการเลือกดาวน์โหลดแอปฯ จากแหล่งที่น่าเชื่อถือเป็นด่านแรกและเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในการปกป้องตัวเองจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ในโลกของแอปพลิเคชันค่ะ ทำตามคำแนะนำง่ายๆ เหล่านี้แล้ว รับรองว่าการใช้งานมือถือของคุณจะปลอดภัยและสบายใจขึ้นอีกเยอะเลยแน่นอนค่ะ

บทสรุปสุดท้าย

모바일 기기에서의 앱 권한 관리 관련 이미지 2

เป็นยังไงกันบ้างคะทุกคน? หลังจากที่เราได้เจาะลึกเรื่องสิทธิ์การเข้าถึงของแอปพลิเคชันกันไปแล้ว ฉันหวังว่าทุกคนคงจะเห็นความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเรากันมากขึ้นนะคะ ในยุคดิจิทัลที่ทุกสิ่งเชื่อมโยงถึงกันแบบนี้ การรู้เท่าทันภัยคุกคามและการเลือกที่จะปกป้องตัวเอง ถือเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งเลยค่ะ อย่าปล่อยให้ความสะดวกสบายเพียงชั่วครู่ มาแลกกับข้อมูลสำคัญหรือความเป็นส่วนตัวของเราไปง่ายๆ เลยนะคะ ฉันเองก็เคยพลาดท่าอนุญาตสิทธิ์ไปโดยไม่คิดหลายครั้งเหมือนกันค่ะ กว่าจะมารู้ตัวก็มีโฆษณาแปลกๆ เด้งขึ้นมา หรือรู้สึกว่าข้อมูลของเราถูกนำไปใช้แล้ว แต่หลังจากที่ฉันเริ่มศึกษาและจัดการสิทธิ์ต่างๆ อย่างจริงจัง ก็รู้สึกสบายใจขึ้นเยอะเลยค่ะ เพราะเราคือเจ้าของข้อมูล เรามีสิทธิ์ที่จะเลือกและตัดสินใจได้เสมอค่ะ

จำไว้เสมอว่ามือถือของเราก็เหมือนบ้านของเรานั่นแหละค่ะ เราย่อมต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าใครจะเข้าออกบ้านเราได้บ้าง ใครจะเข้ามาดูข้าวของส่วนตัวของเราได้ มันคือสิทธิ์ของเราและเราควรจะรักษาสิทธิ์นั้นไว้ให้ดีที่สุดนะคะ การที่เราเรียนรู้ที่จะตรวจสอบและจัดการสิทธิ์เหล่านี้ ไม่ใช่แค่เพื่อตัวเราเองเท่านั้น แต่ยังรวมถึงคนที่เรารักด้วยค่ะ เพราะถ้าข้อมูลของเราปลอดภัย คนรอบข้างเราก็ปลอดภัยไปด้วยเช่นกัน หวังว่าเคล็ดลับและข้อมูลที่ฉันนำมาฝากในวันนี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะคะ แล้วคราวหน้าถ้ามีเรื่องน่าสนใจเกี่ยวกับโลกดิจิทัลอีก ฉันจะรีบนำมาเล่าให้ฟังอีกแน่นอนค่ะ

Advertisement

เคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่มีประโยชน์มากๆ

เพื่อช่วยให้ทุกคนใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลได้อย่างปลอดภัยและสบายใจมากยิ่งขึ้น ฉันมีเคล็ดลับเล็กๆ น้อยๆ ที่อยากจะฝากไว้ให้ทุกคนนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันค่ะ ลองทำตามกันดูนะคะ รับรองว่ามันช่วยได้เยอะจริงๆ ค่ะ

1. อย่ารีบกด “อนุญาต” เสมอไป: ก่อนจะกดอนุญาตสิทธิ์ใดๆ ให้แอปพลิเคชัน ลองใช้เวลาสักนิดอ่านดูให้ดีก่อนว่าแอปฯ ขอสิทธิ์อะไรบ้าง และสิทธิ์นั้นจำเป็นต่อการทำงานของแอปฯ จริงๆ หรือเปล่า การตั้งคำถามนี้จะช่วยให้คุณรอบคอบมากขึ้นและลดโอกาสในการให้สิทธิ์ที่ไม่จำเป็นลงไปได้เยอะเลยค่ะ การที่ฉันไม่รีบร้อนนี่แหละช่วยฉันไว้ได้หลายครั้งเลยนะ

2. ตรวจสอบสิทธิ์แอปฯ เป็นประจำ: แนะนำให้เข้าไปตรวจสอบการตั้งค่าสิทธิ์ของแอปพลิเคชันต่างๆ ในมือถือของคุณอย่างน้อยเดือนละครั้ง หรือทุกครั้งที่มีการอัปเดตแอปฯ ครั้งใหญ่ เพราะบางครั้งการอัปเดตอาจมีการเพิ่มการขอสิทธิ์ใหม่ๆ โดยที่เราไม่ทันสังเกต และการเข้าไปเช็กเป็นประจำก็เหมือนการทำความสะอาดบ้านข้อมูลส่วนตัวของเรานั่นแหละค่ะ

3. เลือกดาวน์โหลดจากแหล่งที่เชื่อถือได้: หลีกเลี่ยงการดาวน์โหลดแอปพลิเคชันจากเว็บไซต์ที่ไม่เป็นทางการ หรือลิงก์แปลกๆ ที่ส่งมาให้ตามช่องทางต่างๆ ควรดาวน์โหลดจาก Google Play Store หรือ Apple App Store เท่านั้น เพื่อให้มั่นใจว่าเป็นแอปฯ ของแท้และปลอดภัยจากมัลแวร์ เท่าที่ฉันเจอมา แอปฯ แปลกๆ มักจะมาพร้อมกับปัญหาเสมอเลยค่ะ

4. อ่านรีวิวจากผู้ใช้งานคนอื่น: ก่อนจะตัดสินใจติดตั้งแอปฯ ใหม่ ลองอ่านรีวิวและความคิดเห็นจากผู้ใช้งานคนอื่นๆ ดูเสียก่อนค่ะ ข้อมูลจากประสบการณ์ตรงของคนอื่นมักจะเป็นประโยชน์อย่างมากในการช่วยให้เราตัดสินใจว่าแอปฯ นั้นน่าเชื่อถือหรือไม่ มีปัญหาเรื่องการขอสิทธิ์เกินความจำเป็นหรือเปล่า เพราะเสียงจากผู้ใช้จริงนี่แหละคือกระจกสะท้อนที่ดีที่สุดค่ะ

5. ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น: นอกจากเรื่องสิทธิ์แล้ว การจัดการการแจ้งเตือนก็สำคัญไม่แพ้กันค่ะ แอปฯ บางตัวส่งการแจ้งเตือนบ่อยเกินไปจนน่ารำคาญ และบางทีก็เป็นโฆษณาแฝงด้วย การเข้าไปปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็นจะช่วยให้คุณมีสมาธิมากขึ้น และลดการถูกรบกวนจากแอปฯ ต่างๆ ได้เป็นอย่างดีเลยนะ สบายหู สบายใจขึ้นเยอะค่ะ

ประเด็นสำคัญที่ต้องจำให้ขึ้นใจ

ในฐานะที่เราเป็นผู้ใช้งานที่ต้องใช้มือถือในชีวิตประจำวัน ฉันอยากให้ทุกคนจำประเด็นสำคัญเหล่านี้ไว้ให้ขึ้นใจนะคะ เพื่อที่เราจะได้ใช้งานแอปพลิเคชันต่างๆ ได้อย่างมั่นใจและปลอดภัยจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ค่ะ สิ่งสำคัญที่สุดคือการที่เราไม่มองข้ามเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่าง “สิทธิ์การเข้าถึง” ที่แอปฯ ขอ ซึ่งบ่อยครั้งที่เราเผลออนุญาตไปโดยไม่ได้คิดให้ดีเสียก่อน แต่หลังจากนี้เราจะมาปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกันใหม่นะคะ มาปกป้องข้อมูลส่วนตัวของเรากันค่ะ

สิ่งสำคัญที่คุณต้องจำและนำไปปฏิบัติมีดังนี้ค่ะ:

ใส่ใจทุกครั้งที่แอปฯ ขอสิทธิ์: อย่ามองข้ามคำขอสิทธิ์ต่างๆ ตรวจสอบให้ดีว่าแอปฯ นั้นจำเป็นต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนตัวของเราจริงๆ หรือเปล่า เพราะข้อมูลของเรามีค่าเกินกว่าจะปล่อยผ่านไปง่ายๆ ค่ะ

สิทธิ์ที่เกินความจำเป็นคือสัญญาณอันตราย: หากแอปฯ ขอสิทธิ์ที่ไม่เกี่ยวข้องกับฟังก์ชันหลักของมันเลย ให้ตั้งข้อสงสัยและควรปฏิเสธสิทธิ์นั้นๆ ไปทันที อย่าปล่อยให้ความอยากรู้หรือความสะดวกสบายมาชักจูงเราให้ตกอยู่ในความเสี่ยงนะคะ

ตรวจสอบและปรับเปลี่ยนสิทธิ์ได้เสมอ: หากเผลออนุญาตไปแล้ว ไม่ต้องกังวล คุณสามารถกลับไปตั้งค่าและแก้ไขสิทธิ์เหล่านั้นได้ตลอดเวลาบนมือถือของคุณ การปรับเปลี่ยนสิทธิ์ก็เหมือนกับการอัปเดตความปลอดภัยของเราอยู่เสมอนั่นแหละค่ะ

ดาวน์โหลดแอปฯ จากแหล่งที่เชื่อถือได้: เลือกใช้ App Store หรือ Google Play Store เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงแอปฯ ปลอมหรือแอปฯ ที่มีมัลแวร์แฝงมา เพราะการป้องกันที่ดีที่สุดคือการเลือกใช้ของที่ปลอดภัยตั้งแต่แรกค่ะ

ข้อมูลส่วนตัวของเรามีค่ามาก: การปกป้องข้อมูลของเราเท่ากับการปกป้องตัวเองจากความเสี่ยงต่างๆ ในโลกออนไลน์ มันไม่ใช่แค่เรื่องของเทคโนโลยี แต่เป็นเรื่องของความปลอดภัยในชีวิตประจำวันของเราทุกคนค่ะ

การที่เราใส่ใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ จะช่วยสร้างเกราะป้องกันที่แข็งแกร่งให้กับข้อมูลส่วนตัวและชีวิตดิจิทัลของเราได้อย่างมหาศาลเลยค่ะ อย่าลืมนำไปบอกต่อเพื่อนๆ และคนในครอบครัวด้วยนะคะ เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงความสำคัญของการปกป้องข้อมูลส่วนตัวในโลกที่เต็มไปด้วยแอปพลิเคชันแบบนี้ค่ะ

คำถามที่พบบ่อย (FAQ) 📖

ถาม: ทำไมเราถึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดการสิทธิ์การเข้าถึงของแอปพลิเคชันบนมือถือมากขนาดนั้นคะ/ครับ?

ตอบ: เพื่อนๆ เคยรู้สึกใจหายแว็บตอนที่แอปไฟฉายบ้านๆ ขอสิทธิ์เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้งตลอดเวลา หรือแอปเครื่องคิดเลขอยากจะใช้ไมโครโฟนของเราไหมคะ/ครับ? ฉันเองก็เคยเจอเหตุการณ์แบบนี้บ่อยๆ ค่ะ/ครับ และนั่นทำให้ฉันตระหนักเลยว่าการปล่อยผ่านเรื่องสิทธิ์แอปฯ ไปแบบไม่สนใจนี่มันอันตรายจริงๆ นะ!
ลองคิดดูสิคะ/ครับ ถ้าแอปฯ ที่เราแทบไม่ได้ใช้เลยแต่ดันเข้าถึงรูปภาพส่วนตัวของเราได้ หรือแอปฯ เกมที่เด็กๆ เล่นสามารถเปิดกล้องของเราได้ตลอดเวลาโดยที่เราไม่รู้ตัว มันน่ากลัวแค่ไหนกันคะ/ครับ

จากประสบการณ์ตรงของฉัน การจัดการสิทธิ์แอปฯ ไม่ได้เป็นแค่เรื่องของการรักษาความเป็นส่วนตัวเท่านั้นนะ แต่มันคือการสร้างกำแพงป้องกันข้อมูลส่วนตัวของเราจากผู้ไม่หวังดีด้วย การที่เราเข้าใจและเลือกได้ว่าแอปฯ ไหนควรเข้าถึงอะไรบ้าง จะช่วยลดความเสี่ยงที่ข้อมูลสำคัญๆ อย่างรูปถ่าย ข้อมูลติดต่อ หรือแม้กระทั่งบทสนทนาส่วนตัวของเราจะรั่วไหลไปอยู่ในมือคนอื่นได้ แถมยังช่วยให้แบตเตอรี่ของเราอยู่ได้นานขึ้นด้วยนะ เพราะบางแอปฯ แอบทำงานอยู่เบื้องหลังตลอดเวลาเพื่อใช้สิทธิ์เหล่านั้น ซึ่งเปลืองพลังงานมากเลยค่ะ/ครับ ลองคิดดูสิคะ/ครับ แค่เราจัดการดีๆ ชีวิตดิจิทัลของเราก็จะปลอดภัยและสบายใจขึ้นเยอะเลยจริงไหม?

ถาม: แล้วเราจะตรวจสอบและแก้ไขสิทธิ์ของแอปต่างๆ บนมือถือของเราได้อย่างไรบ้าง มีขั้นตอนง่ายๆ ไหมคะ/ครับ?

ตอบ: ไม่ต้องกังวลเลยค่ะ/ครับ เรื่องนี้ง่ายกว่าที่คิดเยอะเลยนะ! ฉันเองตอนแรกก็รู้สึกว่ามันยุ่งยาก แต่พอทำบ่อยๆ ก็คล่องปร๋อเลยค่ะ/ครับ

สำหรับมือถือ Android:

  1. อันดับแรก ให้เพื่อนๆ เข้าไปที่เมนู “การตั้งค่า” (Settings) บนมือถือของเราก่อนเลยค่ะ/ครับ
  2. จากนั้น เลื่อนหาคำว่า “แอป” (Apps) หรือ “แอปพลิเคชัน” (Applications) แล้วกดเข้าไปเลย
  3. พอเข้ามาแล้ว เราจะเห็นรายการแอปฯ ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ในเครื่อง ให้เลือกแอปฯ ที่เราต้องการจะตรวจสอบสิทธิ์
  4. หลังจากเลือกแอปฯ ได้แล้ว ให้มองหาคำว่า “สิทธิ์” (Permissions) แล้วกดเข้าไป
  5. ในหน้านี้ เราจะเห็นรายการสิทธิ์ทั้งหมดที่แอปฯ นั้นขอไว้ และสามารถเปิด/ปิดสิทธิ์แต่ละอย่างได้ตามต้องการเลยค่ะ/ครับ ฉันแนะนำว่า ถ้าแอปฯ นั้นไม่ได้จำเป็นต้องใช้สิทธิ์นั้นจริงๆ ก็ปิดไปเลยดีกว่า เพื่อความปลอดภัยของเราเองนะ

สำหรับมือถือ iPhone (iOS):

  1. เริ่มต้นด้วยการเข้าไปที่ “การตั้งค่า” (Settings) เหมือนกันเลยค่ะ/ครับ
  2. เลื่อนลงมาข้างล่างเล็กน้อย เราจะเห็นรายการแอปฯ ที่ติดตั้งอยู่ ให้เลือกแอปฯ ที่เราต้องการจะจัดการสิทธิ์
  3. เมื่อกดเข้าไปแล้ว เราจะเห็นสิทธิ์ต่างๆ ที่แอปฯ นั้นสามารถเข้าถึงได้ เช่น ตำแหน่งที่ตั้ง รูปภาพ ไมโครโฟน ฯลฯ
  4. เราสามารถกดเปิดหรือปิดสิทธิ์แต่ละอย่างได้ตรงนั้นเลยค่ะ/ครับ ซึ่งส่วนใหญ่แล้ว iPhone จะแจ้งเตือนให้เราเลือกว่าจะอนุญาตสิทธิ์นั้นแค่ครั้งเดียว เฉพาะเวลาใช้งาน หรือไม่อนุญาตเลย ซึ่งส่วนตัวแล้วถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ฉันจะเลือก “เฉพาะเวลาใช้งาน” หรือ “ไม่อนุญาต” ไปก่อนค่ะ/ครับ

จำไว้นะคะ/ครับ การตรวจสอบเป็นประจำจะช่วยให้เรามั่นใจได้ว่าข้อมูลของเรายังคงปลอดภัยค่ะ!

ถาม: มีสิทธิ์การเข้าถึงแบบไหนที่เราต้องระวังเป็นพิเศษ และมีอะไรที่บ่งบอกว่าแอปนั้นอาจจะไม่น่าไว้ใจบ้างคะ/ครับ?

ตอบ: สิทธิ์บางอย่างนี่ต้องบอกเลยว่า “ห้ามมองข้าม” เด็ดขาดเลยค่ะ/ครับ เพราะมันคือประตูสู่ข้อมูลส่วนตัวที่สำคัญของเราเลย! จากประสบการณ์ของฉัน สิทธิ์ที่เราควรระวังเป็นพิเศษคือ:

  1. สิทธิ์เข้าถึงกล้อง (Camera): ลองคิดดูสิคะ/ครับ ถ้าแอปฯ ไหนไม่เกี่ยวกับการถ่ายรูปเลย แต่ดันขอใช้กล้องของเราได้ตลอดเวลา…
    มันน่าสงสัยมากเลยนะ!
  2. สิทธิ์เข้าถึงไมโครโฟน (Microphone): อันนี้ก็เหมือนกันค่ะ/ครับ ถ้าแอปฯ เกมหรือแอปฯ แต่งรูปขอใช้ไมโครโฟนของเราได้ มันอาจจะแอบดักฟังเสียงรอบตัวเราอยู่ก็เป็นได้
  3. สิทธิ์เข้าถึงตำแหน่งที่ตั้ง (Location): บางแอปฯ เช่น แผนที่ หรือแอปฯ เรียกรถ ก็จำเป็นต้องใช้ แต่ถ้าเป็นแอปฯ ทั่วไปที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการนำทาง การอนุญาตให้เข้าถึงตำแหน่งตลอดเวลาอาจทำให้ถูกติดตามได้ง่ายๆ เลยค่ะ/ครับ
  4. สิทธิ์เข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ (Contacts): แอปฯ ที่ไม่เกี่ยวกับการสื่อสาร หรือแอปฯ ใหม่ๆ ที่ยังไม่เป็นที่รู้จัก แต่ขอสิทธิ์นี้ ต้องระวังเลย เพราะข้อมูลในสมุดโทรศัพท์ของเราเป็นส่วนตัวมากๆ
  5. สิทธิ์เข้าถึงพื้นที่เก็บข้อมูล (Storage) หรือรูปภาพ (Photos/Media): แอปฯ บางประเภทจำเป็นต้องใช้ เช่น แอปฯ ตัดต่อวิดีโอ หรือแอปฯ จัดการไฟล์ แต่ถ้าเป็นแอปฯ อื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ก็ควรสงสัยไว้ก่อนค่ะ/ครับ

แล้วอะไรคือสัญญาณเตือนว่าแอปฯ นั้น “ไม่น่าไว้ใจ” ล่ะ?
ฉันมีข้อสังเกตเล็กๆ น้อยๆ จากประสบการณ์ตรงมาฝากค่ะ/ครับ

  • แอปฯ ที่ขอสิทธิ์เกินความจำเป็น: เช่น แอปฯ ไฟฉายขอสิทธิ์เข้าถึงรูปภาพและไมโครโฟน อันนี้ผิดปกติสุดๆ!
  • นักพัฒนาที่ไม่รู้จักหรือไม่น่าเชื่อถือ: ลองดูชื่อนักพัฒนาใน App Store หรือ Play Store ถ้าเป็นชื่อแปลกๆ ไม่มีข้อมูล หรือรีวิวไม่ดี ก็ควรหลีกเลี่ยง
  • รีวิวแอปฯ ที่ไม่ดี หรือมีคนบ่นเรื่องความเป็นส่วนตัว: อันนี้คือสิ่งที่เราควรดูเป็นอันดับแรกๆ เลยนะ เพราะผู้ใช้คนอื่นมักจะเจอประสบการณ์ตรงมาแล้ว
  • แอปฯ ที่มีโฆษณาเด้งขึ้นมาเยอะผิดปกติ: บางทีอาจเป็นสัญญาณของแอปฯ ที่หวังผลประโยชน์เกินไป และอาจไม่ปลอดภัย
  • การทำงานของแอปฯ ที่ผิดปกติ: เช่น เครื่องร้อนเร็วผิดปกติ แบตหมดไว หรือมีข้อมูลอินเทอร์เน็ตถูกใช้ไปเยอะโดยที่เราไม่ได้ใช้งาน

จำไว้นะคะ/ครับ การระมัดระวังและตรวจสอบสิทธิ์เป็นประจำคือสิ่งสำคัญที่สุด เพื่อให้เราใช้งานมือถือได้อย่างสบายใจและปลอดภัยจากภัยไซเบอร์ค่ะ/ครับ

📚 อ้างอิง

Advertisement